วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การขับขี่ยานพาหนะอย่างปลอดภัย

ความรู้ในเรื่องอุบัติเหตุจราจรและการป้องกัน



อุบัติเหตุเป็นเรื่องที่เราป้องกันได้ โดยการแก้ไขจากสาเหตุที่ทำให้เกิดนั้นสำหรับการใช้รถใช้ถนนแล้ว สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุแก่ผู้ขับขี่ยานพาหนะตลอดจนสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่นโดยส่วนรวม ได้แก่
1 ผู้ขับขี่ขาดความรอบรู้ในการใช้รถใช้ถนน
2 ประชาชนผู้เดินถนนขาดความรู้เกี่ยวกับการเดินถนน ตลอดจนการโดยสารรถที่ปลอดภัย
3 ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และขับรถอยู่บนความประมาทขาดความระมัดระวัง หรือขับรถในขณะมึนเมา ซึ่งอุบัติเหตุบนท้องถนนในปัจจุบันที่กำลังเพิ่มปริมาณขึ้นเกิดจากสาเหตุนี้โดยหลักใหญ่ ดังจะเห็นได้ว่ามีโครงการรณรงค์ไม่ให้ผู้ขับรถดื่มสุราหรือของมึนเมาขณะขับรถ
ความปลอดภัยในการใช้รถใช้ทางเดินรถ
การใช้รถใช้ทางเดินรถให้เกิดความปลอดภัย ผู้ขับขี่ต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย จราจรอย่างเคร่งครัด อันจะเป็นแนวทางช่วยแก้ไขปัญหาการจราจร ลดอุบัติเหตุ ลดการสูญเสีย ชีวิต ทรัพย์สินลงได้ กล่าวคือ
รถที่จะนำมาใช้ในทางเดินรถ
1ต้องนำไปจดทะเบียนและเสียภาษีประจำปี พร้อมสำเนาคู่มือจดทะเบียนรถไว้ประจำรถด้วย
2ต้องมีเครื่องยนต์ ส่วนควบ อุปกรณ์ครบถ้วน และใช้การได้ดี
3ต้องมีสภาพมั่นคงแข็งแรง และมีความปลอดภัย
4ต้องไม่เกิดเสียงดังเกินเกณฑ์ที่กำหนด (เสียงดังไม่เกิน 100 เดซิเบล A เมื่อวัดระยะห่าง 0.5 เมตร )
5 ต้องไม่เกิดอันตรายหรือทำให้เสื่อมเสียสุขภาพอนามัย ( ควันดำไม่เกินร้อยละ 50เครื่องวัด BOSCH เมื่อวัดอยู่กับที่ )
6 ต้องนำรถไปตรวจสภาพเป็นประจำทุกปี
- รถจักรยานยนต์ เมื่อจดทะเบียนมาแล้ว 5 ปี
- รถยนต์ เมื่อจดทะเบียนมาแล้ว 7 ปี
7 รถที่มีไว้เพื่อขายหรือเพื่อซ่อม (ป้ายแดง) ให้ใช้เฉพาะเวลากลางวันเท่านั้น
การขับรถในทางเดินรถ
1 ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่ และนำใบอนุญาตขับขี่ติดตัวไปด้วยทุกครั้งในขณะขับรถ
2 ต้องขับรถในทางเดินรถด้านซ้าย และไม่ล้ำกึ่งกลางของทางเดินรถ
3 ต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้รถชน หรือโดนคนเดินเท้า ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใดของทาง
4 ผู้ขับขี่ต้องไม่ถือหรือใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ขณะขับขี่ เว้นแต่ใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนา
5 ต้องไม่ดื่มสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่นในขณะขับขี่ ( มีแอลกอฮอร์ในร่างกายเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าเมาสุรา )
6 ผู้ขับขี่รถยนต์และผู้โดยสารต้องคาดเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่ง ขณะขับขี่รถยนต์หรือโดยสาร
7 ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และผู้โดยสารต้องสวมหมวกนิรภัย ขณะขับขี่หรือโดยสาร
8 ต้องขับรถด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษต่อเด็ก คนชรา และคนพิการ ที่กำลังใช้ทาง
9 ต้องขับรถให้ห่างจากรถคันหน้าพอสมควร ในระยะที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัยในเมื่อจำเป็นต้องหยุดรถ
10 ทางเดินรถที่แคบ ซึ่งไม่อาจขับรถสวนกันได้โดยปลอดภัย ผู้ขับขี่รถคันที่ใหญ่กว่า ต้องหยุดรถให้รถคันที่เล็กกว่าผ่านไปก่อน
11 เมื่อขับรถขึ้นทางลาดชัน หรือขึ้นสะพาน ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้รถถอยหลังไปโดนรถคันอื่น
12 ต้องขับรถไม่เร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด
- ในเขตเทศบาล เมืองพัทยา กทม. ความเร็วไม่เกิน 80 กม. / ชั่วโมง
- นอกเขตเทศบาล เมืองพัทยา กทม. ความเร็วไม่เกิน 90 กม. / ชั่วโมง
- ทางพิเศษหรือทางด่วน ความเร็วไม่เกิน 120 กม. / ชั่วโมง

 

ผู้ขับขี่จะเลี้ยวรถ ให้รถคันอื่นผ่านหรือแซง

เปลี่ยนช่องเดินรถ ลดความเร็วของรถจอดรถ หรือหยุดรถ ปฏิบัติดังนี้
1 ต้องให้สัญญาณด้วยมือและแขนของผู้ใช้รถ หรือไฟสัญญาณของรถ ดังนี้
- ลดความเร็ว ยื่นแขนขวาตรงออกไป โบกมือและแขนขึ้นลงหลายครั้ง
- หยุดรถ ยื่นแขนขวาตรงออกไป แขนท่อนล่างตั้งฉากกับแขนท่อนบน และตั้งฝ่ามือขึ้น หรือให้ไฟสัญญาณสีแดงท้ายรถ
- ให้แซงขึ้นหน้า ยื่นแขนขวาตรงออกไป โบกมือไปข้างหน้าหลาย ๆ ครั้งหรือให้ไฟสัญญาณยกเลี้ยวด้านซ้ายของรถ
- เลี้ยวขวา ยื่นแขนขวาตรงออกไปเสมอระดับไหล่ หรือให้ไฟสัญญาณยกเลี้ยวข้างขวา
- เลี้ยวซ้าย ยื่นแขนขวาและงอมือชูไปทางซ้ายหลาย ๆ ครั้ง หรือไฟสัญญาณยกเลี้ยวข้างซ้าย
2 ต้องมีระยะทางในการให้สัญญาณมือและแขน หรือไฟสัญญาณของรถในระยะทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร และมองเห็นได้ในระยะทางไม่น้อยกว่า 60 เมตร

การขับรถผ่านทางร่วมทางแยก หรือวงเวียน
1 ถ้ามีรถอยู่ในทางร่วมทางแยก ให้รถในทางร่วมทางแยกนั้นผ่านไปก่อน
2 ถ้ามาถึงทางร่วมทางแยกพร้อมกัน และไม่มีรถอยู่ในทางร่วมทางแยก ให้รถที่อยู่ทางด้านซ้ายของตนขับผ่านไปก่อน เว้นแต่ทางเอกตัดผ่านทางโท
3 ผู้ขับขี่ขับรถมาถึงวงเวียน ต้องให้สิทธิ์แก่ผู้ขับขี่ในวงเวียนทางขวามือของตนผ่านไปก่อน เว้นแต่จะมีสัญญาณไฟจราจร
การขับรถลงจากทางลาดชัน หรือภูเขา
ควรปฏิบัติดังนี้
1 ห้ามใช้เกียร์ว่าง
2 ห้ามเหยียบคลัตช์
3 ห้ามดับเครื่องยนต์
เมื่อผู้ขับขี่พบรถฉุกเฉิน
1 ต้องหยุดหรือจอดรถให้ชิดขอบทางด้านซ้าย แต่ห้ามหยุดหรือจอดรถในทางร่วมทางแยก
2 ขับรถตามหลังรถฉุกเฉิน ต้องมีระยะทางไม่ต่ำกว่า 50 เมตร
การจอดรถ
1 ต้องจอดรถให้ขนานหรือชิดกับขอบทางในระยะห่างไม่เกิน 25 เซนติเมตร
2 การจอดรถที่ผู้ขับขี่ไม่อาจอยู่ควบคุมรถ ผู้ขับขี่ต้องดับเครื่องยนต์ และห้ามล้อรถนั้นไว้
3 การจอดรถที่เป็นทางลาดชัน ผู้ขับขี่ต้องหันล้อหน้าของรถเข้าขอบทาง
4 การจอดรถที่เกิดขัดข้อง จำเป็นต้องจอดรถในทางเดินรถ ผู้ขับขี่ต้องจอดรถในลักษณะที่ไม่กีดขวางทางจราจร และต้องแสดงเครื่องหมาย หรือสัญญาณจราจรไว้
5 ข้อห้ามการจอดรถที่สำคัญ อาทิเช่น
- ในระยะ 3 เมตร จากตู้ไปรษณีย์ ทางข้าม ท่อน้ำดับเพลิง
- ในระยะ 5 เมตร จากปากทางเดินรถ
- ในระยะ 10 เมตร จากทางร่วมทางแยกที่ติดตั้งสัญญาณไฟจราจร
- ในระยะ 15 เมตร จากทางรถไฟผ่

การขับแซงและผ่านขึ้นหน้า

1 การแซงรถต้องแซงทางด้านขวา โดยมีระยะห่างจากรถที่ถูกแซงพอสมควร แล้วจึงขับรถชิดทางด้านซ้ายของทางเดินรถ
2 ต้องให้สัญญาณไฟกระพริบข้างขวา เพื่อให้รถคันหลังรู้ว่าจะแซง
3 ต้องดูกระจกหลังว่ามีรถด้านหลังกำลังจะแซงขึ้นมาหรือไม่ และดูรถข้างหน้าว่ามีรถสวนทางมาหรือไม่
4 ในเวลากลางคืน ให้สัญญาณไฟสูงต่ำสลับกันเพื่อขอทาง
5 เมื่อผู้ขับขี่ขับรถช้าอยู่ทางด้านซ้าย ต้องยินยอมให้รถที่ขับเร็วกว่าแซง และต้องลดความเร็วของรถลง และให้สัญญาณไฟยกเลี้ยวข้างซ้าย หรือสัญญาณมือและแขน
6 ข้อห้ามการแซงที่สำคัญ อาทิเช่น
- เมื่อรถขึ้นทางชันหรือขึ้นสะพาน หรืออยู่ในทางโค้ง
- ในระยะ 30 เมตร ก่อนถึงทางร่วมทางแยก หรือวงเวียน
- เมื่อมองไม่เห็นทางข้างหน้าในระยะ 60 เมตร
- เมื่อเข้าที่คับขัน หรือเขตปลอดภัย
คนเดินเท้า
1 คนเดินเท้า หมายถึง คนเดินทาง ผู้ใช้เก้าอี้ล้อสำหรับคนพิการ หรือรถเข็นสำหรับเด็ก
2 ทางที่มีทางเท้าให้คนเดินเท้าเดินบนทางเท้า หากไม่มีทางเท้าให้เดินริมทางด้านขวาของตน
3 การข้ามทางเดินรถ คนเดินเท้าต้องไปข้ามทางข้าม ( ทางม้าลาย สะพานลอยอุโมงค์ใต้ดิน )
4 ห้ามคนเดินเท้าข้ามทางภายในระยะไม่เกิน 100 เมตร นับจากทางข้าม
5 การข้ามทางเดินรถในทางร่วมทางแยก ที่มีสัญญาณไฟจราจรควบคุมการใช้ทางต้องปฏิบัติ ดังนี้
- ไฟสัญญาณสีแดง ให้คนเดินเท้าข้ามทางเดินรถในทางข้าม
- ไฟสัญญาณสีเขียว ห้ามมิให้คนเดินเท้าข้ามทางเดินรถด้านนั้น
- ไฟสัญญาณสีเหลืองอำพัน หรือสีเขียวกระพริบ ให้คนเดินเท้าหยุดรอบนทางเท้าหรือเกาะแบ่งทางเดินรถ หรือในเขตปลอดภัย
- คนเดินเท้าเดินทางในเวลากลางคืน ควรสวมใส่เสื้อผ้าสีขาว
  เมื่อมีอุบัติเหตุจราจรเกิดขึ้น
1 ผู้ขับขี่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่คนหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ต้องหยุดรถ และให้ความช่วยเหลือตามสมควร
2 ต้องแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันที
3 ต้องแจ้งชื่อ ที่อยู่ของตน และเลขทะเบียนรถ พร้อมแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที
4 ต้องแจ้งชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่ของตน และหมายเลขทะเบียนรถแก้ผู้ได้รับความเสียหายด้วย
5 หากผู้ขับขี่หลบหนี ไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่เกิดเหตุ ให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำผิด และให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดรถคันที่หลบหนี จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือได้ตัวผู้กระทำผิด
6 หากเจ้าของรถหรือผู้ที่ครอบครองรถไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน6 เดือน นับแต่วันเกิดเหตุ ให้รถนั้นตกเป็นของรัฐ


การขับขี่รถให้ปลอดภัย

ห้ามผู้ขับขี่รถในกรณี


1 ในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ เช่น ภายหลังจากรับประทานยาแก้ไข้หวัดในขณะง่วงนอน
2 ในขณะเมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น
3 ในลักษณะกีดขวางการจราจร
4 โดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
5 ในลักษณะที่ผิดปกติวิสัยของการขับรถตามธรรมดาหรือไม่อาจและเห็นทางด้านหน้าหรือด้านหลัง ด้านใดด้านหนึ่ง หรือทั้งสองด้านได้พอแก่ความปลอดภัย
6 คร่อมหรือทับเส้นหรือแนวแบ่งช่องรถ เว้นแต่เมื่อต้องการเปลี่ยนช่องเดินรถ เลี้ยวรถ หรือกลับรถ
7 บนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันควร เว้นแต่รถลากเข็นสำหรับทารก คนป่วย หรือคนพิการ
8 โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย หรือความเดือดร้อนของผู้อื่น
9 ในขณะที่เสพ หรือรับเข้าร่างกาย ไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ ซึ่งวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทกลุ่มแอมเฟตามีน(ยาบ้า) หรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทอย่างอื่น
10 ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับรถ
11 ขับรถบนไหล่ทาง เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานจราจร
12 ใช้ไฟฉุกเฉินขณะขับรถตรงไปเพื่อผ่านทางร่วมทางแยก
13 ขับรถแข่ง เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานจราจร
ข้อห้ามของผู้ขับรถ
โครงการเมาไม่ขับ
1 ห้ามอนุญาตให้ผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถ ขับรถของตน
2 ห้ามใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถที่จัดทำขึ้นเอง
3 ห้ามให้ผู้อื่นใช้ใบอนุญาตขับรถของตน
4 ห้ามใช้รถที่ยังไม่ได้จดทะเบียน


การขับรถสวนทางกัน
ในการขับรถสวนทางกัน ผู้ขับขี่จะต้องปฏิบัติอย่างไร
1 ให้ผู้ขับขี่ขับรถชิดทางด้านซ้ายของทางเดินรถ และให้ถือกึ่งกลางของทางเดินรถหรือเส้นหรือแนวที่แบ่งทางเดินรถเป็นหลัก
2 ทางเดินรถที่แคบ ให้ผู้ขับขี่แต่ละฝ่าย ลดความเร็วของรถลง เพื่อให้สวนทางกันได้โดยปลอดภัย
3 ทางเดินรถที่แคบ ซึ่งไม่อาจขับรถสวนทางกันได้โดยปลอดภัย ให้ผู้ขับขี่รถคันที่ใหญ่กว่าหยุดรถชิดขอบทางด้านซ้าย เพื่อให้ผู้ขับรถคันที่เล็กกว่าขับผ่านไปก่อน
4 กรณีที่มีสิ่งกีดขวาง ผู้ขับขี่ต้องลดความเร็วหรือหยุดรถให้รถคันที่สวนทางขับผ่านมาก่อน
ขับรถห่างจากรถคันหน้า
ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างจากรถคันหน้าเป็นระยะทางเท่าใด
-ห่างพอสมควรในระยะที่สามารถหยุดรถได้โดยปลอดภัย

เมื่อผู้ขับขี่พบเครื่องหมาย
เครื่องหมายจราจร
เมื่อผู้ขับขี่พบเครื่องหมาย “เลี้ยวซ้ายผ่านตลอด” ผู้ขับขี่ควรปฏิบัติอย่างไร
ให้ผู้ขับขี่หยุดให้ทางแก่รถที่กำลังผ่านทางร่วมทางแยกจากทางด้านขวาและให้ทางแก่รถที่เลี้ยวขวาก่อนจึงจะเลี้ยวซ้ายผ่านไปได้
การเลี้ยวรถ
ในการเลี้ยวรถผู้ขับขี่จะต้องขับรถในช่องทางเดินรถที่ต้องการจะเลี้ยวก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อยกว่า 30เมตร 
ความรู้สำหรับคนเดินเท้า
การเดินถนน
- ถนนที่มีทางเท้าจัดไว้ควรเดินบนทางเท้า อย่าเดินใกล้ทางรถ โดยหันหลังให้รถที่กำลังแล่นมา ก่อนที่จะก้าวลงทางรถต้องมองซ้าย-ขวาก่อนเสมอ
- ถนนที่ไม่มีทางเท้า ควรเดินชิดขอบริมทางขวาของถนน และถ้ามากันเป็นหมู่คณะก็ไม่ควรเดินคู่กัน ควรเดินเรียงเดี่ยว
- เวลาจูงเด็กควรให้เด็กเดินด้านในของถนนและจับมือเด็กไว้ให้มั่นเพื่อป้องกันเด็กวิ่งออกไปในทางรถ
- การเดินถนนในที่มืด ควรสวมเสื้อขาวและถ้าเป็นไปได้ควรพกไฟฉายติดตัวไว้สำหรับส่องทาง
- แถวหรือขบวนทหาร ตำรวจ ลูกเสือ หรือนักเรียนที่เดินกันอย่างเป็นระเบียบจะเดินบนทางรถก็ได้โดยเดินชิดทางรถด้านขวา หรือด้านซ้ายตามความจำเป็น
การข้ามถนน
การข้ามถนนบนทางม้าลาย
- ควรข้ามถนบนทางม้าลายทุกครั้ง หรือใช้สะพานลอย ซึ่งถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด และหากจำเป็นต้องข้ามถนนในเวลากลางคืนก็ควรหาที่ข้ามที่มีแสงสว่าง
- ก่อนข้ามถนนทุกครั้งควรมองซ้าย-ขวา ให้แน่ใจว่าไม่มีรถกำลังแล่นมา จึงจะข้ามได้ และควรเดินอย่างรวดเร็ว อย่าวิ่งข้ามถนน
- อย่าข้ามถนนโดยออกจากที่กำบังตัว เช่น ออกจากซอย รถที่จอดอยู่ เพราะหากรถที่สวนมามองไม่เห็นล่วงหน้าอาจทำให้เกิดอันตรายได้
- การข้ามถนนที่รถเดินทางเดียว ต้องแน่ใจเสียก่อนว่ารถแล่นมาทางไหนและมีความปลอดภัยพอจึงจะข้ามได้
- ถนนที่มีเกาะกลางถนนต้องข้ามทีละครึ่งถนน โดยข้ามครั้งแรกแล้วพักที่เกาะกลาง จากนั้นจึงข้างครึ่งหลังต่อไป
- การข้ามถนนในช่องทางข้ามที่บริเวณทางแยกควรระวังรถที่จะเลี้ยวเข้ามาหาตัวท่านด้วย
- อย่าข้ามถนนเมื่อตำรวจกำลังปล่อยรถเดินอยู่ หรือเมื่อตำรวจให้สัญญาณห้ามคนเดินเท้าอยู่ และถ้าไม่มีตำรวจแต่มีสัญญาณไฟคอยบอก ถ้าเห็นรูปคนสีเขียวกะพริบขึ้นที่สัญญาณไฟก็ให้รีบข้ามถนนโดยเร็ว
การขึ้นลงรถประจำทาง
อย่าขึ้นหรือลงรถประจำทางจนกว่ารถจะหยุดสนิทที่ป้ายหยุดรถ และถ้าจะข้ามถนนต้องรอให้รถประจำทางออกไปให้พ้นเสียก่อน จะได้มองเห็นรถคันอื่นที่แล่นมาได้ชัดเจน
การให้สัญญาณ
การให้สัญญาณด้วยมือและแขนของผู้ขับขี่
- เมื่อจะลดความเร็วของรถให้ผู้ขับขี่ยื่นแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดับไหล่ และโบกมือขึ้นลงหลายครั้ง
- เมื่อจะหยุดรถ ให้ผู้ขับขี่ยื่นแขนขวาออกไปนอกรถเสมอระดับไหล่ยกแขนขวาท่อนล่างตั้งฉากกับแขนท่อนบน และตั้งฝ่ามือขึ้น
- เมื่อจะให้รถคันอื่นผ่านหรือแซงขึ้นหน้า ให้ผู้ขับขี่แขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดับไหล่ และโบกมือไปทางข้างหน้าหลายครั้ง
- เมื่อจะเลี้ยวขวา หรือเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางขวา ให้ผู้ขับขี่ยื่นแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดับไหล่
- เมื่อจะเลี้ยวซ้าย หรือเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางซ้าย ให้ผู้ขับขี่ยื่นแขนขวาตรงออกไปนอกรถเสมอระดับไหล่ และงอข้อมือชูขึ้นโบกไปทางซ้ายหลายครั้ง
การใช้เสียงสัญญาณของรถผู้ขับขี่ต้องใช้เสียงสัญญาณ
ใช้เสียงแตรที่ได้ยินในระยะไม่น้อยกว่า 60 เมตร ห้ามใช้เสียงสัญญาณไซเรน เสียงสัญญาณ ที่เป็นเสียงนกหวีด เสียงที่แตกพร่า เสียงหลายเสียงหรือเสียงสัญญาณอย่างอื่น ตามที่อธิบดีกำหนด และให้ผู้ขับขี่ใช้เสียงสัญญาณได้เฉพาะจำเป็น หรือป้องกันอุบัติเหตุเท่านั้น และห้ามใช้เสียงยาวหรือซ้ำ เกินควรแก่ความจำเป็น 
ความรู้ในการขับรถที่เสี่ยงต่ออันตราย
หมายถึงการขับรถบนถนนที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ เช่น ถนนลื่น ขึ้นลงเขาหรือขับรถทางไกล ซึ่งผู้ขับขี่ควรมีความรู้ต่าง ๆ ดังนี้
ขับรถขณะฝนตกถนนลื่น
ขับรถอย่างระมัดระวังขณะฝนตกถนนลื่น
ควรชะลอความเร็วรถให้ช้าลงกว่าปกติและทิ้งระยะห่างจากคันหน้าให้มากขึ้น ถ้าขับรถอยู่บนทางที่ให้รถขับสวนกันก็ควรเปิดไฟหน้ารถเพื่อเตือนให้รถที่วิ่งสวนมามองเห็น เวลาจะหยุดรถควรใช้เกียร์ช่วยไม่ควรเหยียบเบรกโดยกระทันหันอย่างฉับพลันเพราะอาจทำให้รถปัดหรือหมุนได้
การขับรถขึ้น-ลงเขาสูง
เวลาขับรถขึ้นเขาควรใช้เกียร์ต่ำที่มีกำลังพอเพราะถ้าเครื่องยนต์ไม่มีกำลังพอจะทำให้รถดับได้ ถ้ารถดับและไหลลงจากขาต้องเหยียบเบรกและใช้เบรกมือช่วย ส่วนเวลาลงเขาก็ควรใช้เกียร์ต่ำเช่นกันเพื่อฉุดกำลังไม่ให้ไหลเร็วจนเกินไป หรือคอยประคองรถด้วยการเหยียบเบรกชะลอให้รถช้าพอที่จะบังคับได้
เกี่ยวกับรถจักรยานยนต์


ขับรถเปิดไฟและสวมหมวกนิรภัย
การสวมหมวกนิรภัย หรือหมวกกันน็อค
เป็นกฎบังคับอย่างเคร่งครัดที่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และคนโดยสารจะต้องสวมหมวกนิรภัยไม่ว่าในกรณีใดก็ตามเพื่อความปลอดภัยต่อตัวผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ซึ่งหากมีการละเมิดฝ่าฝืนไม่ทำตาม ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท เตือนตัวเองไว้เสมอว่า "ลืมหมวก เจอหมู่ !"
ผู้ขับขี่จะต้องใช้ไฟแสงสว่าง (ไฟหน้าและไฟท้าย)
ในเวลาที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอที่จะมองเห็นคน รถ หรือสิ่งกีดขวางในทางได้โดยชัดแจ้งภายในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร












การบำรุงดูแลรักษารถจักรยานยนต์
1 หมั่นทำความสะอาดโครงรถและเครื่องยนต์อยู่เสมอ เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกเข้าไปในเครื่องยนต์
2 ระวังไฟ
3ในการใช้เครื่องมือพิเศษควรใช้ให้ถูกต้อง ตามขนาดและชนิดของงานเพื่อป้องกันมิให้ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ชำรุดได้
4 เมื่อทำการถอดซ่อมเครื่องยนต์ควรเปลี่ยนปะเก็นโอริง ปิ๊นใหม่ และควรใช้อะไหล่แท้เท่านั้น ไม่ควรใช่ของเทียม
5 ขณะทำการตรวจซ่อม ต้องระวังความร้องจากเครื่องยนต์ละท่อไอเสีย
6 แบตเตอรี่ ขณะทำการตรวจสภาพของแบตเตอรี่ ระวังน้ำกรดจากแบตเตอรี่กระเด็ดถูกเสื้อผ้าและรถจักยานยนต์ของท่าน
7 ข้อควรจำในการถอดและประกอบ
- สถานที่ถอดควรสะอาด เครื่องยนต์ควรแยกชิ้นส่วนไว้เป็นชุด เพื่อป้องกันการผิดพลาดและสูญหาย
- ล้างทำความสะอาดเครื่อง ชุดเกียร์ชิ้นส่วนต่างๆ ด้วยน้ำมัน เสร็จแล้วจึงเป่า
- หยอดน้ำมันเครื่องที่ผิวสัมผัสและส่วนที่เคลื่อนไหว เช่น ลูกปืน
- ขณะตรวจซ่อมชิ้นส่วนที่กลมสามารถเคลื่อนไหวได้ง่าย ควรจะยึดชิ้นส่วนนั้นให้
การใช้เครื่องมือในการซ่อมรถ
การใช้เครื่องมือทุกประเภทจำเป็นต้องศึกษาวิธีการใช้และหลักความปลอดภัยของเครื่องมือนั้นๆ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นแก่ร่างกายและทรัพย์สิน กฎข้อบังคับเพื่อความปลอดภัยในการใช้เครื่องมือซึ่งเป็นกฎข้อบังคับที่ใช้กันภายในโรงงานมีดังนี้
1 จะต้องสวมแว่นตานิรภัยเพื่อป้องกันหน้าหรือฝุ่นกับการทำงานในหลายประเภท
2 อย่าใช้เครื่องมือเกินกำลัง เพราะจะทำให้เครื่องมือชำรุดและเกิดอันตรายกับผู้ปฏิบัติงานได้
3 บำรุงและรักษาเครื่องป้องกันอุบัติเหตุ เช่น ถังดับเพลิง เครื่องป้องกันเศษโลหะ ให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ทันที
4 ใช้เครื่องมือให้ถูกต้องกับชนิดของงาน
5 ทำความสะอาดบริเวณทำงานให้เป็นระเบียบ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ
6 แต่กายให้รัดกุมในขณะปฏิบัติงาน
7 จับยึดชิ้นงานให้แน่นด้วยปากกาจับงานหรือเครื่องยึดชิ้นงาน เพื่อความปลอดภัยในการใช้เครื่องมือ เพราะมือทั้งสองจะเป็นอิสระ
8 จัดวางเครื่องมืออย่าให้แกะกะ ควรเก็บเข้าที่เมื่อเลิกใช้
9 เครื่องมือที่ใช้ไฟฟ้าจะต้องมีสายดินต่อลงดิน เพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าดูด
10 การทำความสะอาดเครื่องมือที่มีคม ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ
11 ยาที่ใช้ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นควรมีไว้ให้พร้อมเพื่อใช้ในการรักษาอาการบาดเจ็บเล็กๆน้อยๆเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

การตรวจเช็คสวิตช์เบรกหน้า

ตั้งเครื่องวัดในหน่วยวัดค่าความต้านทาน เอาสายของเครื่องวัดขั้วบวกและขั้วลบจับเข้าที่สายไฟของสวิตช์เบรกหน้า ขณะที่จับ เข็มของเครื่องวัดจะขึ้น แต่เมื่อกดปุ่มที่ปลายของสวิตช์เบรกหน้าเข้าไปเข็มของเครื่องวัดจะไม่ขึ้น แสดงว่าสวิตช์เบรกหน้าใช้ได้ ถ้าไม่เป็นไปตามวิธีการนี้แสดงว่าสวิตช์เบรกหน้าเสีย ให้เปลี่ยนใหม่

การตรวจเช็คสวิตช์เบรกหลัง

การตรวจเช็คจะกระทำเช่นเดียวกับการวัดสวิตช์เบรกหน้า แต่ว่าสวิตช์เบรกหลังขณะที่อยู่ในตำแหน่งปกติเข็มของเครื่องวัดจะไม่ตีขึ้น แต่เมื่อดึงสปริงออกจะทำให้เข็มของเครื่องวัดตีขึ้น แสดงว่าสวิตช์เบรกหลังใช้ได้ ถ้าไม่เป็นไปตามวิธีการนี้แสดงว่าสวิตช์เบรกหลังเสีย ให้เปลี่ยนใหม่
ล้อและยาง
ล้อรถจักยานยนต์
1 การตรวจสอบลมยาง
ลมภายในยางจะค่อยๆซึมออกทีละน้อย ตลอดเวลา ดังนั้นการตรวจสอบลมยางอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ การตรวจสอบความดันลมยางนั้นเราสามารถทำได้โดยการใช้เกจวัดลมยางกดลงไปที่จุ๊บสูบลมยางแล้วอ่านค่าที่ได้
ข้อสำคัญของการวัดลมยางก็คือ จะต้องกดเกจวัดลมยางกับจุ๊บสูบลมยางให้แน่นมิฉะนั้นจะได้ค่าที่ไม่ถูกต้อง ถ้าหากลมภายในยางต่ำเกินไป แก้มยางจะมีการบิดเบี้ยวมากในขณะขับขี่ทำให้เดแรงต้านการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าและกินน้ำมันมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากความดันลมยางมากเกินไป จะมีเฉพาะแนวของหน้ายางเท่านั้นที่สัมผัสกับพื้นถนน ทำให้ดอกยางในแนวกลางสึกหรอเร็วกว่าปกติ และการเกาะถนนก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว ควรจะมีการวัดลมยางเสมอก่อนการขับขี่ทุกครั้ง ส่วนการวัดลมยางภายหลังการขับขี่จะให้ค่าลมยางที่ไม่ถูกต้อง เพราะหน้ายางที่สัมผัสถนนจากการวิ่งจะไปเพิ่มความร้อนให้กับอากาศภายในยาง ทำให้มีความดันสูงกว่าความดันที่แท้จริง
สำหรับการนั่งซ้อนกันสองคน หรือขับขี่ด้วยความเร็วสูงเป็นประจำนั้น ความดันของลมยาก็ควรจะต้องให้มีความเหมาะสมด้วย โดยปกติบริษัทผู้ผลิตจะมีป้ายกำหนดมาตรฐานไว้ที่ฝาครอบโว่หรือที่สวิงอาร์ม และจะระบุไว้ในคู่มือการใช้งานด้วย
ยาง :
1 การดูแลยางให้คุ้มค่าการเลือกใช้ยางให้เหมาะสมกับรถจักรยานยนต์ที่ขับขี่ จำเป็นต้องคำนึงถึงขนาด ความเร็วสูงสุดและสมรรถนะต่าง ๆ ของรถจักรยานยนต์ ซึ่งสามารถอ่านได้จากคู่มือรถจักรยานยนต์หรือสอบถามจากบริษัทผู้ผลิตจักรยานยนต์นั้น ๆ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาถึงน้ำหนักบรรทุกของยางแต่ละเส้น รวมถึงพฤติกรรมการขับขี่การควบคุมบังคับรถจักรยานยนต์ของผู้ขับขี่ มาเป็นข้อพิจารณาเลือกยางที่เหมาะสมต่อไป
2 การใส่ยางรถจักรยานยนต์จะต้องดูว่ารถจักรยานยนต์ที่ใช้ขับขี่นั้น จัดอยู่ในประเภทที่ใช้ยางในหรือไม่ใช้ยางใน แล้วจึงเลือกชนิดของยางให้ถูกประเภทของรถจักรยานยนต์นั้น ๆ ด้วย เช่น ยางชนิดไม่ใช้ยางในควรใส่บนกระทะล้อชนิดไม่ใช้ยางในเท่านั้น และห้ามใส่ยางในกับยางรถจักรยานยนต์ ที่ไม่ใช้ยางในเป็นต้น
3 การถอดยาง-ถอดแกนวาล์วแล้วปล่อยลมยางออก- ขยับให้ขอบยางพ้นจากขอบล้อ แล้วทาสารหล่อลื่นที่ขอบและปีกกระทะล้อให้รอบทุกด้าน- ใช้เหล็กงัดยางปลายแบน 2อันงัดเอายางออกจากกระทะล้อ
4 การสูบลมยางรถจักรยานยนต์ต้องตรวจเช็คความดันลมเมื่อยางเย็นหรือก่อนวิ่งหรืออย่างน้อยที่สุดหนึ่งชั่วโมงคือหลังจากหยุดรถ เพราะความร้อนของยางขณะวิ่งจะทำให้ความดันลมขยายตัวเพิ่มขึ้นจึงไม่ควรจะปรับความดันลมขณะยางร้อน ความดันลมที่ถูกต้อง จะมีผลต่อการยึดเกาะถนนซึ่งหมายถึง ความปลอดภัย การทรงตัว ความนุ่มนวลสะดวกสบาย และอายุการใช้งานที่ยาวนาน ตลอดจนสมรรถนะที่เหมาะสม กับสภาพการใช้งาน การสูบลมยาง สามารถดูได้จากคู่มือยางรถจักรยานยนต์จากบริษัทผู้ผลิตที่ได้ มาตรฐาน
5 การใช้และการตรวจสอบยาง1) เลือกขนาดและชนิดของยางให้เหมาะสมตามที่คู่มือรถกำหนดไว้2) สูบลมยางให้ถูกต้องตามอัตราที่กำหนด ( ควรสูบลมขณะที่ยางเย็น) และตรวจลมยางอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง3) เมื่อเดินทางไกลควรสูบลมเพิ่ม 1-2 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว4) ปิดฝาจุกยางเพื่อป้องกันสิ่งสกปรก5. ตรวจสภาพการสึกหรอของยาง โดยตรวจดูดอกยางตรงที่มีเครื่องหมายสามเหลี่ยม
ข้อสังเกตเมื่อรถสั่นสะเทือนมากขณะวิ่ง จะพบว่ามีสาเหตุมาจาก
1) สูบลมยางแข็งเกินไป
2)โช๊คอัพเสีย
3)ยางไม่สมดุล


2.การตรวจสอบการสึกหรอและความเสียหายของยาง
ทีนี้เราจะตรวจสอบความเสียหายของยางได้อย่างไร ก่อนอื่นต้องดูที่ความลึกของดอกยาง ซึ่งจะมีผลต่อความสามารถในการเกาะถนน โดยปกติถ้าดอกยางสึกหรอลงไปเกิน 1 มม. จะมีสัญลักษณ์ที่เรียกว่า “สลิปไซน์” (slip sign) บอกเอาไว้
การตรวจสอบการสึกหรอของยางนั้นจะดูความลึกของดอกยางว่าสึกเท่ากันตลอดทั้งเส้นหรือไม่ ส่วนการตรวจสอบความเสียหายของยางนั้นจะดูว่ามีเศษแก้ว เศษโลหะ หรือก้อนหินก้อนเล็กมาทำให้ยางเป็นรอยแผลหรือไม่ถ้าหากแผลลึก อาจส่งผลให้ยางแบนได้ในภายหลัง
นอกจากนั้นการจอดรถทิ้งไว้ให้ยางถูกน้ำหนักกดลงพื้นตลอดเวลาอาจทำให้แก้มยางแตกเป็นรอยเล็กๆ และมองไม่เห็นสลิปมาร์ก กรณีนี้หากขับขี่ครั้งต่อไปควรเปลี่ยนยางใหม่เสียก่อ
3.การตรวจสอบล้อรถ ในการขับรถด้วยความเร็วสูงจะมีแรงบิดมากระทำต่อรถในทิศทางต่างๆ ตลอดเวลา และถ้าล้อรถเกิดบิดเบี้ยวไปเพียงเล็กน้อยจะมีผลต่อการบังคับรถ และจะเกิดอาการสั่นสะท้านขึ้นมาที่แฮนด์
3.1การตรวจสอบล้อแม็ก
การตรวจสอบรอยขีดข่วนและรอยชำรุดบนล้อสามารถทำได้ง่ายๆ โดยการสังเกตด้วยตา ส่วนการตรวจสอบการบิดเบี้ยวของล้อทำได้ด้วยการใช้มือหมุนล้อแล้ววัดด้วยไดอัลเกจ และสังเกตการณ์สั่นของไดอัลเกจ แต่ถ้าไม่มีไดอัลเกจก็สามารถวัดได้ด้วยการใช้ไขควงแบนแตะเบาๆ ที่ขอบล้อแล้วใช้มือหมุนล้อ ถ้าเกิดสั่นที่ไขควงเกินกว่า 2-3 มม. แสดงว่าถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนล้อแล้ว
3.2การตรวจสอบล้อแบบมีซี่รวด
สำหรับล้อที่มีซี่ลวดนั้นนอกจากการตรวจสอบการบิดเบี้ยวของล้อแล้ว ต้องตรวจสอบการหลวมของซี่ลวดล้อด้วย ซึ่งทำได้ไม่ยาก โดยการใช้ไขควงเคาะที่ซี่ลวดที่ละเส้นเบาๆ ซี่ลวดเส้นที่หลวมจะมีเสียงแตกต่างจากเส้นอื่น ถ้าซี่ลวดหลวม ให้ใช้ประแจขันซี่ลวดขันตรงขั้วซี่ลวดให้แน่น
4.การตรวจสอบนอตและโบลต์ของเพลา
ขณะที่เครื่องยนต์ทำงาน การสั่นสะเทือนจะทำให้โบลลต์และนอตทุกตัวหลวมได้ซึ้งถ้าเกิดขึ้นในขณะขับขี่ โบลต์และนอตเหล่านั้นอาจหลุดตกหล่นหายไป และอาจเกิดปัญหาใหญ่ตามมาได้ ดังนั้นการขันให้แน่นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่การขันโบลต์และนอตแต่ละตัวต้องใช้ประแจทอร์คขันตามค่าทอร์คที่กำหนดไว้ในคู่มือการให้บริการอย่างเคร่งครัด
การทำงานของเครื่องยนต์
ปัจจุบันมีการติดตั้งเครื่องยนต์แก๊สโซลีนกันรถจักรยานยนต์ 2 ชนิดได้แก่ เครื่องยนต์แก๊สโซลีน 4 จังหวะและเครื่องยนต์แก๊สโซลีน 2 จังหวะ ซึ่งทั้ง 2 ชนิดก็มีข้อดีแตกต่างกันไป
ข้อดีของเครื่องยนต์ 4 จังหวะคือ ประหยัดน้ำมันและไม่ต้องคอยดูแลเรื่องน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ (น้ำมัน 2T) ส่วนข้อดีของเครื่องยนต์ 2 จังหวะคือ บำรุงรักษาง่ายและประหยัดค่าบำรุงรักษา ให้กำลังงานมากกว่าเครื่องยนต์ 4 จังหวะต่อรอบการทำงานเมื่อมีความจุกระบอกสูบที่เท่ากัน
การทำงานของเครื่องยนต์ 4 จังหวะ
เครื่องยนต์ 4 จังหวะจะมีจังหวะทั้ง 4 ที่ทำให้ครบรอบการทำงานคือ จังหวะดูด จังหวะอัด จังหวะระเบิดหรือกำลัง และจังหวะคาย การจะบรรจุไอดีแลคายไอเสียจะใช้กลไกช่วยให้เกิดการเปิด-ปิดลิ้นไอดี-ไอเสีย ทำงานจบครบรอบการทำงาน เครื่องยนต์ 4 จังหวะจะทำงานครบรอบการทำงานเมื่อเพลาข้อเหวี่ยงหมุน 2 รอบ จุดระเบิด 1 ครั้ง การงานเป็นดังนี้
1.จังหวะดูด (Suction Stroke) ลิ้นไอดีเปิด ลิ้นไอเสียปิด ลูกสูบจะเคลื่อนลงสู่จุดศูนย์ตายล่างเพื่อดูดไอดี (ไอดีของเครื่องยนต์แก๊สโซลีนคือส่วนผสมของน้ำมันเชื้อเพลิงกับอากาศ) ผ่านทางลิ้นไอดีเข้าไปในกระบอกสูบ ซึ่งในจังหวะนี้แรงดันภายในกระบอกสูบจะต่ำกว่าแรงดันบรรยากาศ
2.จังหวะอัด (Compression Stroke) เมื่อลูกสูบผ่านจุดศูนย์ตายล่างเลื่อนขึ้นสู่จุดศูนย์ตายบนในจังหวะอัด ลิ้นไอดีจะปิด ลิ้นไอเสียยังคงปิดอยู่ ไอดีจะถูกอัดตัวให้มีปริมาตรน้อยลง ทำให้ไอดีมีกำลังดันสูง
3.จังหวะจุดระเบิดหรือจังหวะกำลัง (Power Stroke) ลูกสูบเคลื่อนขึ้นก่อนถึงจุดศูนย์ตายบนในจังหวะอัดเล็กน้อย หัวเทียนจะจุดประกายไฟเกิดการลุกไหม้อย่างรวดเร็ว เป็นการเพิ่งแรงดันและอุณหภูมิ กำลังงานที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ก็จะดันลูกสูบให้เคลื่อนลงอย่างรุนแรง



4.จังหวะคาย (Exhaust Stroke) เมื่อลูกสูบเลื่อนลงถึงจุดศูนย์ตายล่าง ลิ้นไอเสียเปิด และเมื่อลูกสูบเลื่อนขึ้นในจังหวะคายไอเสีย ลูกสูบจะดันไอเสียออกจากกระบอกสูบทางช่องลิ้นไอเสีย แรงดันในกระบอกสูบจะเพิ่มขึ้นสูงกว่าแรงดันบรรยากาศ
การทำงานจะเป็นเช่นนี้ตลอดเวลาที่เครื่องยนต์ทำงานคือ จังหวะดูด จังหวะอัด จังหวะระเบิด และจังหวะคาย โดยหมุนเวียนเป็นวัฏจักรติดต่อกันไปจนกว่าจะสิ้นสุดการทำงาน


อุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์
รถจักรยานยนต์ เป็นพาหนะที่สามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้รวดเร็ว หาซื้อง่าย ราคาไม่แพงนัก การบำรุงรักษาสะดวก จึงได้รับความนิยมมากทำให้รถจักรยานยนต์ในกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นทุกปีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจึงมีมากตามไปด้วย แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครปี พ.ศ. 2522 ตามสถิติว่ามีถึงร้อยละ21 ของรถทุกประเภทนั้น คงน้อยกว่าความเป็นจริงเพราะส่วนใหญ่มักไม่ได้แจ้งความ การยืมรถผู้อื่นมาใช้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบางอย่างที่ง่ายมาก เพราะความไม่คุ้นเคยการใช้เครื่องอุปกรณ์ประจำรถที่อาจมีข้อบกพร่องบางอย่างที่เจ้าของเท่านั้นที่รู้ใจมีถึงร้อยละ 70 อุบัติเหตุเกิดขึ้นในรายผู้ขับขี่รายใหม่ขับรถเป็นภายใน 6เดือนมีมากกว่านั้นถึง2 เท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ความเร็วสูงจะเกิดอุบัติเหตุง่ายเพราะหลักและความมั่นคงต่อการเกาะพื้นถนนมีน้อยมาก อายุของรถที่กำหนดไว้ว่าถ้าเป็นรถใหม่อายุใช้งานน้อยกว่า 6 เดือน รถเก่าปานกลางอายุใช้งาน 6-24 เดือน และรถเก่าอายุใช้งาน 24 เดือนขึ้นไปนั้น ยังไม่สามารถถึงความบ่อยครั้งของอุบุติเหตุได้ เพราะขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษาของเจ้าของรถมากกว่า)
บทสรุป
รถจักรยานยนต์ถือเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกอย่างมากในสังคมที่ช่วยในการเดินทาง และก่อให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เพราะฉะนั้นเราก็ควรที่จะมีวิธีที่ช่วยลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เช่น ช่วยในเรื่องของถนนหนทาง ถนนบางเส้นทางชำรุด บางเส้นทางสร้างไม่ได้มาตรฐาน ป้ายเครื่องหมายจราจร สัญญาณไฟจราจรที่ติดตั้งไว้ตามถนนหนทางต่าง ๆ มีไม่เพียงพอ บางแห่งชำรุด หรือบางแห่งติดตั้งไว้ในที่ที่ไม่เหมาะสม เราควรที่จะเริ่มแก้ไขไปทีละอย่างทีละขั้นตอน และที่สำคัญเราควรที่จะช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบ กฎจราจรให้กับผู้ขับขี่ เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกในการใช้รถใช้ถนน อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดปัญหาการจราจร ปลูกฝังวินัยการจราจร ช่วยลดอุบัติเหตุลดการสูญเสียทรัพย์สิน ชีวิต ร่างกาย และลดภาระหน้าที่ของประเทศชาติอีกด้วย